ท่านมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนหรือไม่?

การประเมินความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน

        โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่มีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างต่อเนื่องและโครงสร้างของกระดูกเสื่อมสลายทำให้กระดูกบางลงซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย โรคกระดูกพรุนมักไม่ค่อยแสดงอาการจนกระทั่งมีการหักของกระดูกเกิดขึ้น คนทั่วไปมักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคกระดูกพรุนจนกระทั่งกระดูกอ่อนแอลง เมื่อได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยหรือหกล้มก็ทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่ายโดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกบริเวณข้อมือ ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดมากจนกระทั่งไม่สามารถทำงานและทำกิจวัตรประจำวันได้ เมื่อกระดูกสันหลังหักหรือยุบลงมาก็จะมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง เตี้ยลงและหลังค่อมได้

        การรักษาโรคกระดูกพรุนในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหักในอนาคต ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยในการเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนจึงมีความจำเป็น ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมี 2 ประเด็น คือ ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน และปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยหกล้ม ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้แก่ 

1. ผู้ป่วยเคยมีกระดูกหักง่ายที่ได้รับแรงกระแทกไม่รุนแรงหลังจากอายุ 40 ปี เช่น ลื่นหกล้มแล้วเกิดการหักของกระดูกข้อมือ หรือกระดูกตำแหน่งอื่น ก็จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักในอนาคตด้วย 

2. การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ จะเพิ่มความเสี่ยงโดยขึ้นกับขนาดและปริมาณที่ผู้ป่วยได้รับ ถ้าได้รับปริมาณมากก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนทำให้มวลกระดูกลดลงและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักมากขึ้น

3. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน และเกิดกระดูกหัก 

4. บิดามารดาเป็นโรคกระดูกพรุนและเกิดกระดูกหัก เนื่องมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเกี่ยวกับการสร้างมวลกระดูก 

5. ผู้ที่มีความหหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงมากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักเพิ่มมากขึ้น การตรวจวัดมวลกระดูกต้องวัดด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูกที่เรียกว่า DXA ที่ตำแหน่งของกระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพกเท่านั้น ไม่นับรวมถึงการตรวจวัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการตรวจวัดที่ตำแหน่งอื่นเช่น บริเวณกระดูกข้อมือ และกระดูกส้นเท้าซึ่งมักจะให้ค่าที่ไม่ถูกต้อง 

 

        ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากองค์การอนามัยโลกที่เรียกว่า FRAX® (คลิกที่นี่ https://www.shef.ac.uk/FRAX/tool.aspx?country=57)  โดยใช้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกที่ตำแหน่งกระดูกสะโพกมาประเมิน การคำนวณ FRAX จะบอกถึงโอกาสเสี่ยงในระยะเวลา 10 ปี ของการเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ กระดูกสันหลังหักที่ทำให้มีอาการปวดหลัง กระดูกสะโพก กระดูกต้นแขน กระดูกแขน เครื่องมือนี้เหมาะสมในการประเมินในผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผลที่ได้จากการประเมินจะมี 2 ค่าพบว่าถ้าผู้ป่วยมีค่าความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักที่บริเวณกระดูกสะโพกมากกว่าร้อยละ 3 และกระดูกตำแหน่งสำคัญหักมากกว่าร้อยละ 20 แสดงว่าบุคคลนั้นมีความเสี่ยงสูงในการเกิดกระดูกหัก ซึ่งอาจจำเป็นต้องรับการรักษาเพื่อลดอุบัติการณ์ในการเกิดกระดูกหักในอนาคต แต่ในกรณีที่มีความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักต่ำก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาโรคกระดูกพรุน 

การรักษาโรคกระดูกพรุน ทำได้โดยการปรับปรุงการใช้ชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ควรออกกำลังกายชนิดที่มีการรับน้ำหนักเช่น การเดิน การวิ่ง ร่วมกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การรำมวยไท้เก๊กก็จะช่วยฝึกสมดุลของกล้ามเนื้อและร่างกาย ทำให้ป้องกันการหกล้มได้ดี นอกจากนี้ควรมีการป้องกันการหกล้มซึ่งได้แก่ การปรับแสงไฟฟ้าให้สว่างเพียงพอภายในที่พักอาศัย จัดวางสิ่งของภายในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การใช้เครื่องพยุงช่วยเดิน หลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นผิวไม่เรียบ ถ้ามีปัญหาทางสายตาควรได้รับการแก้ไข เช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน เป็นต้น

        ส่วนใหญ่มักจะมีคำถามว่าแคลเซียมมีความจำเป็นต่อร่างกายเพียงไร และจำเป็นต้องรับประทานมากน้อยขนาดไหน ถ้าทานไปแล้วจะเกิดการสะสมในร่างกายทำให้เกิดกระดูกงอก เกิดนิ่วในไต หรือมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ โดยปกติแล้วร่างกายต้องการแคลเซียมมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ เพศชายและเพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน จากการศึกษาวิจัยในคนไทยพบว่าอาหารในแต่ละวันจะได้ปริมาณแคลเซียมโดยเฉลี่ยประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหมายความว่าร่างกายของคนเรานั้นยังขาดแคลเซียม ดังนั้นจึงควรได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปให้เพียงพอกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ ชนิดของแคลเซียมก็ควรเหมาะสมในแต่ละช่วงอายุเช่น ถ้าเป็นในวัยเด็กและวัยรุ่นร่างกายยังต้องการพลังงาน และโปรตีน การให้ดื่มนมซึ่งมีปริมาณแคลเซียมสูงก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่ในผู้ที่อายุมากขึ้นการดื่มนมเพื่อรับปริมาณแคลเซียมอาจจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป อาจทำให้อ้วนได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งมักมีโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วยก็อาจทำให้อาการข้อเข่าเสื่อมแย่ลงด้วย ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงแนะนำให้รับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตประมาณ 1,500 มิลลิกรัม ซึ่งจะแตกตัวให้ปริมาณแคลเซียมประมาณ 600 มิลลิกรัม เมื่อรวมกับปริมาณของแคลเซียมที่ได้จากอาหารก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรรับประทานแคลเซียมคือ หลังอาหารทันทีในช่วงไหนก็ได้ของวันเพราะระบบทางเดินอาหารจะมีการหลั่งกรดออกมาทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น  

        ในปัจจุบันยารักษากระดูกพรุนแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ยากลุ่มยับยั้งการทำลายกระดูก ได้แก่ ยาในกลุ่ม bisphosphonate ซึ่งมีหลายชนิดทั้งรับประทานแบบอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เดือนละ 1ครั้ง หรือยาฉีดปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งยากลุ่มยับยั้งการทำลายกระดูก denosumab ที่ฉีดเข้าใต้ผิวหนังซึ่งใช้ฉีดทุก 6 เดือน  และยากลุ่มกระตุ้นการสร้างกระดูกteriparatide  ซึ่งการพิจารณาใช้ยารักษากระดูกพรุนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยในแต่ละรายและดุลยพินิจของแพทย์ โดยระยะเวลาในการรักษาโรคกระดูกพรุนประมาณ 5 ปี

 

 

กระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน

 

 

กระดูกสันหลังหักจากโรคกระดูกพรุน

 

 
 
กระดูกปกติเทียบกับกระดูกพรุน
 

 

การตรวจวัดประเมินความหนาแน่นกระดูกด้วยเครื่อง DXA
 

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

กระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุน ความเสี่ยงสำหรับผู้สูงอายุ

 

กระดูกสะโพกหักนับว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งที่ตามมาหลังจากการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนจะทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง โครงสร้างภายในกระดูกเสื่อมสลาย ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักมากขึ้นได้ทั้งที่ตำแหน่งของกระดูกสันหลังซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลังโก่ง หลังค่อม ปวดหลัง ถ้าผู้ป่วยเกิดการล้มเอาสะโพกกระแทกพื้นก็จะทำให้เกิดกระดูกสะโพกหักตามมาได้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดกระดูกหักคือการหกล้ม พบอุบัติการณ์นี้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย วัตถุประสงค์ที่สำคัญในการป้องกันการเกิดกระดูกหักคือการระวังไม่ให้เกิดการหกล้ม  การเกิดกระดูกที่หักง่ายเหล่านี้มีผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมาเป็นอย่างมาก  นับว่าเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งกระดูกหักบริเวณสะโพกในผู้สูงอายุเป็นสาเหตุที่สำคัญของการรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และ พบว่าอัตราการตายของโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับเรื่องของกระดูกหักที่บริเวณสะโพกซึ่งอุบัติการณ์การตายจะสูงสุดในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากเกิดกระดูกหัก อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรในกลุ่มอายุเท่ากัน เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆ ที่ตามมาหลังจากการเกิดกระดูกสะโพกหัก เช่น โรคปอดบวม โรคแผลกดทับ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซึ่งเกิดเนื่องจากการที่ผู้ป่วยต้องนอนนาน และไม่สามารถขยับร่างกายได้เนื่องจากความเจ็บปวด 

แนวทางการรักษากระดูกสะโพกหักในปัจจุบันที่ดีและเหมาะสมที่สุดคือการรักษาด้วยการผ่าตัด จากงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาพบว่า การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด นอนดึงให้กระดูกติด จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยในกลุ่มที่รักษาด้วยการผ่าตัดมากถึง 2 – 3 เท่า ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักอันเนื่องมาจากโรคกระดูกพรุนด้วยการผ่าตัดจะช่วยรักษาให้ผู้ป่วยสามารถลุกเดิน เคลื่อนไหวได้ไวขึ้น มีการเกิดโรคแทรกซ้อนน้อย และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ การผ่าตัดส่วนใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งการหักของกระดูกสะโพกบางครั้งก็ใช้วิธีการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแผ่นเหล็ก บางครั้งก็ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม 

ก่อนผ่าตัดแพทย์จะต้องทำการประเมินสภาวะต่างๆของร่างกายอย่างละเอียดทั้งในส่วนของกระดูกสะโพกที่หัก สภาพทั่วไปของร่างกาย การทำงานของหัวใจ ปอด การตรวจเลือดเพื่อดูภาวะการทำงานของตับ ไต และเกลือแร่ในร่างกาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสภาพร่างกายของผู้ป่วยพร้อมที่จะรับการผ่าตัดได้ และให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยมากที่สุดจากการผ่าตัด นอกจากนี้แพทย์จะอธิบายให้ญาติพี่น้องและผู้ป่วยเพื่อความเข้าใจในเรื่องของกระดูกสะโพกหัก วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด ประโยชน์จากการรักษา รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัด เช่น การเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นที่ปอด การสูญเสียเลือด การดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัด โปรแกรมการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูสภาพร่างกาย ผลลัพธ์ระยะยาว การพยากรณ์โรค ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดคือควรทำหลังจากที่ได้ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องทดลองอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้วจึงทำการผ่าตัดรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ป่วย 

 หลังจากที่รักษากระดูกสะโพกหักแล้วยังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาเรื่องกระดูกพรุนต่อเพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหักเพิ่ม เช่น การหักของกระดูกสะโพกหักอีกข้างหนึ่ง  การเกิดกระดูกสันหลังหักยุบ  และการหักของกระดูกในตำแหน่งอื่นๆ  ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20  

การรักษาโรคกระดูกพรุนประกอบด้วย

การปรับปรุงการใช้ชีวิตประจำวัน (lifestyle modifications)

• ผู้ป่วยทุกคนควรออกกำลังกายที่ให้ร่างกายมีการรับน้ำหนักต่อกระดูก เช่นการเดิน การวิ่ง ร่วมกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 

• ผู้ป่วยทุกรายที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหวควรต้องส่งต่อให้นักกายภาพบำบัดเพื่อทำการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย

• ผู้ป่วยทุกคนควรได้ รับคำแนะนำในการป้องกันการหกล้ม ซึ่งได้แก่ การปรับแสงไฟฟ้าให้สว่างเพียงพอภายในที่พักอาศัย จัดวางสิ่งของภายในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การใช้เครื่องพยุงช่วยเดิน หลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นผิวไม่เรียบ ถ้ามีปัญหาทางสายตาควรได้รับการแก้ไขเช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน

สารอาหารสำหรับกระดูก

• ผู้ป่วยควรได้รับ แคลเซียมและวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนควรได้รับปริมาณของแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม ทางอาหารและแคลเซียมเสริมชนิดเม็ด ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายต้องการวันละ 800 IU

การใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุน

ในปัจจุบันยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนมี 2 กลุ่ม คือ

1. ยาที่กระตุ้นการสร้างมวลกระดูกขึ้นมาใหม่ซึ่งใช้ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุกวันวันละ 1 ครั้งต่อเนื่องกันนาน 2 ปี เหมาะสมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนชนิดรุนแรงร่วมกับการเกิดกระดูกหักหลายตำแหน่ง  

2. ยายับยั้งการทำลายกระดูกซึ่งมี 2 รูปแบบทั้งชนิดรับประทาน และชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด หรือฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง 

ความสำเร็จของการรักษาโรคกระดูกพรุนขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร แคลเซียม วิตามินดี และการใช้ยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ รวมทั้งป้องกันไม่ให้หกล้ม หรือในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนไม่ควรก้มเก็บของเพราะจะเพิ่มโอกาสการยุบตัวของกระดูกสันหลังด้วย

ภาพกระดูกปกติ

 

ภาพกระดูกพรุน

 

 

 

ภาพกระดูกสะโพกหัก

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

 

บรรยาย โรคกระดูกพรุน

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

ความสัมพันธ์ของโรคปวดหลัง และกระดูกพรุน

 

 
กรณีศึกษาน่าสนใจในผู้สูงอายุที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง 

เพื่อความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องโรคกระดูกพรุน ผมอยากจะอธิบายให้ฟังดังรายละเอียดดังนี้ครับ ปัญหาโรคกระดูกพรุนคือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง โครงสร้างภายในของกระดูกมีการเสื่อมสลายทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้ง่ายมากขึ้นกว่าคนปกติ
โดยทั่วไปอาการแสดงของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะมี 2 ระยะคือ
1. ในระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น
2. ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลงในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่นในผู้ป่วยรายที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้ครับ



ภาพของผู้ป่วยที่มีหลังโก่งเนื่องจากมีการยุบตัวของกระดูกสันหลัง
 
 
นอกจากหลังโก่ง ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงขา ลงน่องและชาบริเวณหลังเท้าร่วมด้วย 
 
 
     
 
                        
ภาพรังสีแสดงการยุบของกระดูกสันหลังหลายระดับ วิธีการดูคือจะสังเกตจากความสูงของกระดูกสันหลังเทียบกันในแต่ละระดับจะพบว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่ยุบลงนั้นจะมีความสูงของกระดูกสันหลังลดลงเมื่อเทียบกับกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกัน




ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่ 

  • ประจำเดือนหมดวัยกว่าปกติโดยเฉพาะก่อนอายุ  45 ปี 
  • มีโรคประจำตัวเช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์เป็นพิษ 
  • ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งในการรักษาโรค หรือรับประทานเอง
  • มีประวัติครอบครัวทางแม่เคยเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีกระดูกสะโพกหักในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวฝั่งของมารดา 
  • สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอลเป็นประจำ 
  • กระดูกหักง่ายหลังจากอายุ 40 ปี 

สำหรับการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แก่

  • ในวัยเด็ก วัยรุ่น ให้ดื่มนม ออกกำลังกายให้เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ 
  •  ในวัยที่อายุมากกว่า 40 ปี ให้ได้รับปริมาณของแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดเช่น caltrate 600 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 เม็ด ก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย คนไทยได้ปริมาณแคลเซียมจากอาหารประมาณ 300 - 400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปก็จะทำให้เท่ากับปริมาณพอเพียงที่ร่างกายต้องการ 
  • ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแนะนำให้ไปตรวจวัดมวลกระดูกจากเครื่องใหญ่ที่เรียกว่า DEXA (Dual Energy absorptiometry) ซึ่งจะตรวจวัดมวลกระดูก 2 ตำแหน่งคือ ที่บริิเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว และ กระดูกสะโพก 
  • ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงแนะนำให้ตรวจวัดมวลกระดูกได้เลย เพื่อประเมินสภาพของมวลกระดูกในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร 

หลังจากที่เราตรวจวัดมวลกระดูกมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อมวลกระดูกติดลบน้อยกว่า  - 2.5 จะมีความจำเป็นต้องทานยาป้องกันกระดูกพรุนทุกครั้ง ซึ่งมักจะทำให้เกิดการรักษาโรคกระดูกพรุนมากเกินความจำเป็น  (Over-treament)  วัตถุประสงค์ของการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนคือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักในอนาคต หรือลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต ซึ่งเราจำเป็นต้องมีการคำนวณความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคตของผู้ป่วยในแต่ละราย ซึ่งเราสารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ใน http://www.shef.ac.uk/FRAX/tool.aspx?country=57  ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากองค์การอนามัยโรค ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของคนไทย ซึ่งจะช่วยทำให้ท่านสามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ ดังนั้นการตัดสินใจพิจารณาในการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุน เราจะพิจารณาจากความสเี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วพบว่า
1.กระดูกตำแหน่งที่สำคัญหัก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 20 หรือ
2. กระดูกสะโพก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 3   
จึงจะพิจารณาในการให้ยาในการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งถ้ามีค่าน้อยกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20

สำหรับปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ
1. ยาที่ยับยั้งการทำลายกระดูก เช่น

  • ยาในกลุ่ม Bisphosphonates ที่มีหลากหลายชนิดเช่น ชนิดที่รับประทานอาทิตย์ละ 1 เม็ดเช่น Alendronate (Fosamax plus), Risedronate (Actonel), หรือชนิดที่ฉีดปีละ 1 ครั้งเช่น Zoledronate (Aclasta)
  • ยา Strontium (Protaxos) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำลายกระดูก 
  • ยาในกลุ่มที่เป็นแอนติบอดี้ มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกที่ระดับเซลล์ และไม่มีผลต่อไต ได้แก่ Denosumab (Prolia) ซึ่งใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 6 เดือน 

สำหรับระยะเวลาในการรักษาโรคกระดูกพรุน แพทย์มักจะแนะนำให้ยาแก่ผู้ป่วยประมาณ 3 - 5 ปี  

2. ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก  ซึ่งมีผลในการสร้างกระดูกโดยตรง ได้แก่ teriparatide (Forteo)  มีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหลายตำแหน่ง เช่น กระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง กระดูกสะโพกหัก หรือเช่นในผู้ป่วยรายที่ยกตัวอย่างข้างต้น ที่มีกระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง ยานี้ใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกวัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการลดปวดหลังได้ด้วย 

การพิจารณาให้ยาแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละราย และดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องมีการพูดคุยและอธิบายประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของยาแต่ละประเภทให้ผู้ป่วยฟังอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือการป้องกันการเกิดกระดูกหักในอนาคต 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

กรณีศึกษา ปวดหลัง และกระดูกพรุน

วันนี้มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาแบ่งปันครับ

 
ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 75 ปีมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง ปวดชาร้าวลงขาทั้ง 2 ข้าง เดินลำบาก อุจจาระและปัสสาวะปกติดีไม่มีปัญหา นั่งหรือนอนพักไม่มีอาการปวด ไม่มีอาการอ่อนแรงของขา มีอาการปวดเวลาเดิน

รูปภาพของผู้ป่วย



ภาพของผู้ป่วยมีลักษณะของกระดูกสันหลังผิดปกติ ทั้งในแนว horizontal plane and coronal plane ซึ่งเป็นลักษณะของ scoliosis and kyphotic deformity

เมื่อท่านเจอผู้ป่วยที่มีลักษณะอย่างนี้อย่าลืมซักประวัติเรื่องของโรคกระดูกพรุน ร่วมด้วย ทั้งในเรื่องของปัจจัยเสี่ยง body height ที่ลดลง รวมทั้งอาการปวดหลังของผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 65 ปี ร่วมกับมีลักษณะความผิดปกติของกระดูกสันหลัง kyphotic deformity ร่วมด้วยครับ

นอกจากนี้การส่งตรวจภาพทางรังสีคือการส่ง film T spine and LS spine ในท่า lateral จะช่วยทำให้เราสามารถประเมินดูความสูงของกระดูกสันหลังในแต่ละระดับเทียบกันได้ครับ


ภาพรังสีของผู้ป่วยจะเห้นได้ว่าในตำแหน่งของกระดูกสันหลังส่วนของ thoracic level มีกระดูกสันหลังยุบ หลายระดับ เนื่องจากความสูงของกระดูกสันหลังในแต่ละปล้องลดลง และในตำแหน่งของกระดูกสันหลังตรงบริเวณ L5 ก็มีการยุบลง เนื่องจากความสูงของกระดูกสันหลังลดลงมากกว่า 25% เมื่อเปรียบเทียบกับกระดูกที่ติดกัน ดังนั้นในผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยเป็น
  1. severe osteoporosis with multiple vertebral fractures 
  2. spinal canal stenosis due to degenerative changes of spine and deformity of spine (kyphosis and scoliosis) 
ประเด็นของการเรียนรู้ในผู้ป่วยรายนี้คือ การที่เรามีความตระหนักถึงเรื่องโรคกระดูกพรุนร่วมกับอาการที่ผู้ป่วยแสดงและมาพบแพทย์ ดังนั้นเพื่อการบรรลุเป้าหมายของการรักษาเราจึงต้องรักษาเรื่องอาการปวดหลัง และรักษาเรื่องกระดูกพรุนให้ผู้ป่วยร่วมด้วย ซึ่งหลักการในการรักษาผู้ป่วยได้แก่
  1. Life styles modification : ห้ามนั่งกับพื้น ห้ามยกของหนัก 
  2. Exercise

  3. Oral medication การรับประทานยา 
  4. Epidural steroid injection under ultrasound guidance 
  5. Osteoporosis treatment ซึ่งใน case นี้มี multiple vertebral fractures มากกว่า 3 ระดับ จึงได้พิจารณาให้ยากลุ่ม bone formation agent : teriparatide แก่ผู้ป่วยครับ 

  ซึ่งติดตามอาการผู้ป่วยอาการปวดก็ทุเลาลง สามารถเดินได้ดีขึ้นครับ 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

     ความสำคัญของแคลเซียม.... หลายครั้งที่ผู้คนส่วนใหญ่มีความสงสัยเกี่ยวกับแคลเซียมซึ่งมีการโฆษณาทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ว่าความจริงนั้นเราจำเป็นต้องรับประทานแคลเซียมหรือไม่ ถ้าทานไปแล้วจะเกิดการสะสมในร่างกายทำให้เกิดกระดูกงอก เกิดนิ่วในไต หรือมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ 
    ความจริงแล้วร่างกายของคนเรามีความต้องการของแคลเซียมเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยมีความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุคือ

  • เพศชายและเพศหญิงอายุ 9-18 ปี ต้องการแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เพศชายและเพศหญิงอายุ19-50 ปี ต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตรต้องการแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เพศชายและเพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ โยเกิร์ต, นม 1 แก้ว(250 cc) มีแคลเซียม 300มก., ปลากระป๋อง, ผักบร๊อคเคอรี่,  ผักใบเขียว

     จากการศึกษาวิจัยในคนไทยพบว่าจากอาหารการกินที่เรารับอยู่ในปัจจุบันจะได้ปริมาณแคลเซียมโดยเฉลี่ยประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหมายความว่าร่างกายของคนเรานั้นยังขาดแคลเซียมอยู่ ดังนั้นจึงควรได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปให้เพียงพอกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งชนิดของแคลเซียมก็ควรเหมาะสมในแต่ละช่วงอายุเช่น ถ้าเป็นในวัยเด็กและวัยรุ่นร่างกายยังต้องการพลังงาน และโปรตีน การให้ดื่มนมซึ่งมีปริมาณแคลเซียมสูงก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม สำหรับในกลุ่มประชาชนที่มีอายุมากขึ้นการดื่มนมเพื่อรับปริมาณแคลเซียมอาจจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป อาจทำให้อ้วนได้ และโดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งมักมีโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วยก็อาจทำให้อาการข้อเข่าเสื่อมแย่ลงถ่้าผู้ป่วยดื่มนมและทำให้นำ้หนักร่างกายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงแนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดที่มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 1,500 มิลลิกรัม ซึ่งจะแตกตัวให้ปริมาณแคลเซียมประมาณ 600 มิลลิกรัม เมื่อรวมกับปริมาณของแคลเซียมที่ได้จากอาหารก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
       ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรรับประทานแคลเซียมคือ หลังอาหารทันที ซึ่งจะเป็นช่วงไหนก็ได้ของวันเพราะระบบทางเดินอาหารจะมีการหลั่งกรดออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น 


 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

ประเด็นสำคัญ

 

 

โรคกระดูกพรุนเป็นความผิดปกติของระบบกระดูกที่มีปริมาณของมวลกระดูกต่ำ และคุณภาพโครงสร้างของกระดูกที่ไม่ดี ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก โรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (postmenopausal) เกิดขึ้นเมื่อความหนาแน่นของมวลกระดูกลดต่ำลงจากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมากกว่า 2.5 เมื่อเทียบกับผู้หญิงสุขภาพดีในวัยก่อนหมดประจำเดือน ซึ่งตัวเลขที่เบี่ยงเบนต่ำกว่ามาตรฐาน 2.5

โรคกระดูกพรุนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

โรคกระดูกพรุนที่ไม่มีสาเหตุของการเกิด (Primary osteoporosis)  คือโรคกระดูกพรุนที่มีการสูญเสียมวลกระดูกเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น  

ชนิดที่ 1 เชื่อว่าโรคกระดูกพรุนเกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้อัตราของการทำลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก โดยรวมจึงทำให้ปริมาณของมวลกระดูกลดลง 
ชนิดที่ 2 โรคกระดูกพรุนที่เกิดจากอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้อัตราการสร้างกระดูกลดลง 

           ในปี พ.ศ.2537 องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจัดความของโรคกระดูกพรุนตามการวัดหาความหนาแน่นของมวลกระดูกและประวัติของการเกิดกระดูกหัก เกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน เมื่อวัดค่าของมวลกระดูกแล้วมีค่าเท่ากับหรือน้อยกว่า -2.5 ของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่ามวลกระดูกในกลุ่มที่มีช่วงอายุ 20 -30 ปี ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกพบว่าประมาณร้อยละ 20 – 30 ของผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีปัญหาโรคกระดูกพรุน และมีผู้ป่วยประมาณ 1.3 ล้านคนเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน 

การซักประวัติ

โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบ มักไม่แสดงอาการใดๆจนกระทั่งมีการเกิดกระดูกหัก ดังนั้นการคัดกรองบุคคลทั่วไปจึงมีความจำเป็น รวมทั้ง

  • การซักประวัติเพื่อคัดกรองหาบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน
  • การซักประวัติและการประเมินความเสี่ยงของแต่ละบุคคลต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต
  • การซักประวัติเกี่ยวกับสาเหตุนำที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนเช่น โรคประจำตัว การใช้ยาสเตียรอยด์ รวมทั้งประวัติเคยเกิดกระดูกหักง่ายมาก่อน น้ำหนักน้อย ประวัติบุคคลในครอบครัวเคยเกิดกระดูกสันหลังหัก หรือกระดูกสะโพกหัก

การตรวจร่างกาย

  • การตรวจร่างกายโดยทั่วไปมักจะไม่พบความผิดปกติอะไรมากนัก
  • การตรวจร่างกายควรประเมินเกี่ยวกับเรื่อง การมองเห็นของผู้ป่วย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลักษณะการเดิน และการรักษาสมดุลของการทรงตัว ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสล้มสูงและทำให้เกิดกระดูกหักเพิ่มมากขึ้น
  • การตรวจพบลักษณะของกระดูกหลังค่อม (Kyphotic deformity of the spine) มักเป็นผลแสดงในระยะหลังที่เกิดกระดูกพรุนร่วมกับมีการหักยุบตัวของกระดูกสันหลังแล้ว

การตรวจทางรังสี

การตรวจวัดหาค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone mass density) เป็นสิ่งสำคัญในการประเมินให้การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน และเป็นการตรวจสอบเพื่อติดตามผลตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยมาตรฐานการตรวจหาความหนาแน่นของกระดูกต้องตรวจเด้วยเครื่อง Central dual-energy absorptiometry ซึ่งพบว่าเมื่อมีการลดลงของความหนาแน่นมวลกระดูกทุกๆ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากค่าปกติในคนวัยหนุ่มสาว (อายุประมาณ 20 – 30 ปี) จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักเพิ่มมากขึ้นประมาณ 2 – 3 เท่า

การตรวจด้วยเครื่อง peripheral technologies เช่น peripheral quantitative computed tomography เครื่อง peripheral dual-energy x-ray absorptiometry และเครื่อง quantitative ultrasonography ซึ่งเป็นการตรวจบริเวณส่วยรยางค์ของร่างกาย เช่นกระดูกส้นเท้า กระดูกข้อมือ ใช้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการคัดกรองโรคเท่านั้น ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อวินิจฉัยโรค 

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ควรได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจว่ามีสาเหตุของโรคที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนหรือไม่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการได้แก่ การตรวจซีรั่มเพื่อหาระดับของ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เครียทินีน ระดับของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ระดับของวิตามินดี และระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเพศชาย ในผู้ป่วยบางรายที่มีกระดูกบางมากๆอาจจำเป็นต้องตรวจ electrophoresis ในซีรั่มและในปัสสาวะเพื่อคัดกรองโรค multiple myeloma 
การตรวจการขับถ่ายปัสสาวะใน 24 ชั่วโมงจะมีประโยชน์ในการติดตามภาวการณ์ดูดซึมของแคลเซียมด้วย 

การวินิจฉัยแยกโรค

  • Osteomalacia หรือภาวะที่มีการบกพร่องของกระบวนการ mineralization ทำให้ผู้ป่วยมีลักษณะของความหนาแน่นของมวลกระดูฏต่ำ ร่วมกับการเกิดกระดูกหักผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนอาจจะมีภาวะของ osteomalacia ร่วมด้วย เนื่องจากมีภาวะของการขาดวิตามินดี และทำให้ร่างกายมีการดูดซึมแคลเซียมที่ผิดปกติ

การรักษา

การรักษาโรคกระดูกพรุนประกอบด้วยหลายส่วนด้วยกันได้แก่ 

การปรับปรุงการใช้ชีวิตประจำวัน (lifestyle modifications)

  • ผู้ป่วยทุกคนควรออกกำลังกายชนิดที่มีการรับน้ำหนัก (weight-bearing exercise) เช่นการเดิน การวิ่ง ร่วมกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training)
  • ผู้ป่วยทุกรายที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหวควรต้องส่งต่อให้นักกายภาพบำบัดเพื่อทำการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย
  • ผู้ป่วยทุกคนควรได้รับคำแนะนำในการป้องกันการหกล้ม ซึ่งได้แก่ การปรับแสงไฟฟ้าให้สว่างเพียงพอภายในที่พักอาศัย จัดวางสิ่งของภายในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การใช้เครื่องพยุงช่วยเดิน หลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นผิวไม่เรียบ ถ้ามีปัญหาทางสายตาควรได้รับการแก้ไขเช่นโรคต้อกระจก ต้อหิน

การรับสารอาหาร

  • ผู้ป่วยควรได้รับแคลเซียมและวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนควรได้รับปริมาณของแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม ทางอาหารและแคลเซียมเสริมชนิดเม็ด ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายต้องการวันละ 800 IU เพื่อรักษาระดับของวิตามินดีในกระแสเลือดให้อยู่ที่ 30 ng/ml หรือสูงกว่านี้

การรักษาด้วยยา

  • มียามากมายหลายชนิดที่เป็นทางเลือกในการนำมารักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ซึ่งได้แก่ การรักษาด้วยฮอร์โมน selective estrogen receptor modulators ฮอร์โมน calcitonin ยากลุ่ม bisphosphonates และยาที่สร้างมวลกระดูก teriparatide ซึงเป็น recombinant human parathyroid hormone
  • โดยทั่วไปยาที่เป็นทางเลือกอันดับแรกในการนำมารักษาโรคกระดูกพรุนคือยาในกลุ่ม bisphosphonates ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยายับยั้งการทำลายกระดูก โดยออกทธิ์โดยตรงต่อเซลล์ทำลายกระดูก (Osteoclast) ออกฤทธิ์มีผลทำให้เกิดกระบวนการ apoptosis ของเซลล์ osteoclast มีผลทำให้จำนวน และการทำงานของเซลล์ osteoclast ลดลง ซึ่งยากลุ่ม Bisphosphonates ที่มีการใช้ได้แก่

             Alendroante 70 มิลลิกรัม รับประทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 
             Risedronate  35 มิลลิกรัม รับประทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 
             Ibandronate 150 มิลลิกรัม รับประทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 
             Zoledronic acid 5 มิลลิกรัมโดยให้ยาผ่านเข้าทางเส้นเลือด โดยให้ปีละ 1 ครั้ง 

  • ยา Teriparatide เป็นยาเพียงชนิดเดียวที่มีผลในการกระตุ้นการสร้างกระดูกในการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งยานี้ประกอบด้วยaminoterminal portionของ human parathyroid hormone molecule (1-34) เมื่อให้ยานี้ฉีดเข้าใต้ผิวหนังวันละ 1 ครั้ง จะมีผลในการรกระตุ้นทั้งกระบวนการการสร้างกระดูก และกระบวนการทำลายกระดู แต่ผลโดยรวมจะเกิดการสร้างกระดูกมากกว่าการทำลายกระดูก



การพยากรณ์โรค

การรักษาด้วยยาในกลุ่ม bisphosphonates และยา teriparatide สามารถช่วยลดอุบัติการณ์ในการเกิดกระดูกหักที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ร้อยละ 40 – 70 และลดอุบัติการณ์การเกิดกระดูกสะโพกหักได้ร้อยละ 30 – 50 ในผู้ป่วยที่มีประวัติการเกิดกระดูกหักและไม่ได้รับการรักษาประมาณร้อยละ 50 จะมีโอกาสเกิดกระดูกหักครั้งที่สอง ภายใน 2 – 3 ปีข้างหน้า 


ข้อเพิ่มเติม

การเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดมีความจำเป็น เพื่อประเมินการปฏิบัติตน และการรับประทานยาของผู้ป่วย รวมทั้งการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งมีผลต่อการรักษาโรคกระดูกพรุน 
การตรวจวัดหาค่าความหนาแน่นกระดูฏควรกระทำทุก 1 ปีหลังจากที่เริ่มให้การรักษา ถ้าตรวจพบว่าผู้ป่วยตอบสนองดีต่อการรักษาเช่น มีการเพิ่มขึ้นของค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก และไม่เกิดภาวะกระดูกหัก การตรวจหาค่าความหนาแน่นกระดูกอาจจะทำทุก 2 ปีก็ได้ 
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาควรจะต้องทำการตรวจหาสาเหตุว่ามีโรคอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคกกระดูกพรุนอีกครั้ง (secondary osteoporosis) 
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย 
แจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าโรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาและการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง แลระยะเวลานาน 
ความสำเร็จของการรักษาโรคกระดูกพรุนขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนวิ๔การดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร และการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ 

ข้อบ่งชี้ในการตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก

  • ผู้หญิงทุกคนที่อายุมากกว่า 65 ปี โดยไม่ต้องมีปัจจัยเสี่ยง
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้รับการรักษาโรคกระดูกพรุนเพื่อเฝ้าติดตามผลการรักษา
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มาพบแพทย์ด้วยปัญหาเรื่องกระดูกหัก
  • ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
  • ประวัติเคยกระดูกหักหลังจากอายุ 40 ปีจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
  • มีประวัติของบิดา มารดาเคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
  • ดัชนีมวลกระดูกน้อยกว่า 19
  • การสูบบุหรี่
  • มีการใช้ยาเสตียรอยด์ชนิดรับประทานนานมากกว่า 3 เดือน
  • ประจำเดือนหมดวัยก่อนอายุ 45 ปี
  • ผู้หญิงที่รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอารังไข่ออก
  • ดื่มสุรา
  • รับประทานแคลเซียมน้อย
  • สายตา การมองเห็นไม่ดี
  • โรคสมองเสื่อม (Dementia)
  • มีประวัติการหกล้มบ่อย
  • มีโรคที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

โรคกระดูกพรุน 

 

 

          “การสูญเสียมวลกระดูกไม่แสดงอาการใดออกมา ประชาชนทั่วไปมักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคกระดูกพรุนจนกระทั่งกระดูกอ่อนแอลง เมื่อได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย หรือหกล้มก็ทำให้เกิดกระดูกหัก”

 

อ่านเพิ่มเติม...