ไปประชุมที่ประเทศสหรัฐอเมริกางวดนี้ มีเรื่องใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับทั้งการวินิจฉัยและการรักษาใหม่ๆในโรคกระดูกและข้อ มาเยอะเลยครับ  ยกตัวอย่างเช่น 

อ่านเพิ่มเติม...

การตรวจด้วย MRI

 

คลิกที่นี่เพื่อเปิดไฟล์

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก.. ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ 

_________________________________________________

 เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

คู่มือสุขภาพกระดูกและข้อที่ดี

 

คลิกที่นี่เพื่อเปิดอ่านคู่มือ

หากต้องการดาวน์โหลด(สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) ให้ปฏิบัติดังนี้

1. ใช้เมาส์คลิกขวาที่นี่

2. เลือก Save link as..

3. กำหนดโฟลเดอร์ที่ต้องการจัดเก็บ

4. กดปุ่ม Save

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก.. ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

ทานอย่างไรไม่ให้อ้วน  

 

หลายคนมักจะมีปัญหาจากโรคอ้วน อ้วน น้ำหนักเยอะ มีผลโดยตรงต่อกระดูกและข้อ เพราะจะทำให้ข้อต่อต่างๆนั้นรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น โดยปกติ ร่างกายนั้นมักเกิดการเสื่อมของกระดุกข้อต่ออยู่แล้ว เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นถ้าน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น มีผลอย่างมากกับกระดูกและข้อ ทำให้ข้อต่างๆเสื่อมได้มากขึ้น อาจทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดส้นเท้า 

 

ดังนั้นการลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด 

 

หลายท่านบอกได้เลยว่า ... โคตรยาก 

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนักคือ ความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะลดอยากจริงจัง ต้องมีข้อนี้ก่อนถึงจะค่อยอ่านต่อ ถ้าไม่ตั้งใจ ไม่มุ่งมั่นแล้ว เสียเวลาครับ 

 

วิธีการลดน้ำหนักดีสุด 2 อย่าง คือ การทาน และการออกกำลังกาย 

 

ทานอย่างไรให้ลดน้ำหนัก ง่ายๆ เลยครับ... 

 

ทานให้ปริมาณแคลอรี่ที่รับน้อยกว่าที่ร่างกายใช้ ก็ลดน้ำหนักได้ ถ้าทานมากกว่าร่างกายต้องการก็ไปเก็บเป็นไขมัน อ้วน ลงพุง น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 

 

ลองดูสูตรการคำนวณ พลังงานที่ต้องการต่อวัน นะครับ http://health.kapook.com/view103730.html ขึ้นอยู่กับเพศ อายุ กิจกรรมที่ทำ 

 

พูดง่ายนะครับ ทำยาก?? ทำไง ??? หิวอ่ะ ... บอกแล้วไงครับ อยู่ที่ความมุ่งมั่น 

 

ดังนั้นถ้าคำนวณมาแล้วต้องการพลังงานต่อวันประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นการรับประทานอาหารก็ไม่ควรเกินนี้ ถ้ามากกว่านี้ก็จะสะสมทำให้อ้วนได้ 

 

แล้วทานไงดีอ่ะ ? หลักการเลยนะครับ 

 

1. หลีกเลี่ยงการทานอาหารประเภทแป้ง ของทอด ของมัน โอย... ขาดข้าวไม่ได้... ไม่อิ่ม... ไม่อยู่ท้อง... เนื่องจากแป้งจากข้าวเหล่านี้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยสลายง่าย จึงให้พลังงานออกมาไว และทำให้เราหิวได้ไวขึ้น และเนื่องจากแป้งจากข้าวเหล่านี้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ง่าย โอกาสเกิดเบาหวานก็สูงขึ้น ถ้าทานมาก ปัจจุบันมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเช่น Granola ซึ่งมีส่วนผสมของข้าวโอ๊ท ถั่วผสมชนิดต่างๆ เมล็ดธัญพืช ซึ่งนำมาทานแทนข้าว จะช่วยให้แหล่งพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ข้อดีคือ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายง่สย เวลาทานก็จะอยู่ท้อง ไม่ให้หิวมากเกินไป ทานในปริมาณที่เหมาะสม คำนวณตามปริมาณแคลอรีที่ทาน  ลองดูที่ฉลากที่ติดระบุปริมาณแคลอรี่ที่ทานด้วยนะครับ จะช่วยท่านได้มาก 

 

2. ทานผัก นึ่ง ต้ม ไม่ผัด หลีกเลี่ยงผลไม้หวาน หรือผลไม้สีเหลือง เช่น ทุเรียน มะม่วง ซึ่งมีน้ำตาลมาก 

 

3. ทานปลานึ่ง ซึ่งให้โปรตีน หลีกเลี่ยงเนื้อแดง เพราะมีไขมันสูง ปรับพฤติกรรมการกิน ก็จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้นะครับ 

 

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก.. ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ 

_________________________________________________

 เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

เทคโนโลยีใหม่ ในการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกและข้อด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound)

          ปัจจุบันการรักษาโรคกระดูกและข้อมีการพัฒนาก้าวหน้าเป็นอย่างมาก  สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็ว และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เราได้มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูง หรือ ultrasound มาช่วยในการวินิจฉัยโรค รวมทั้งนำมาใช้ระบุตำแหน่งในการฉีดยาตรงบริเวณที่เป็นโรค เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษาประสบผลสำเร็จมากกว่าในอดีตที่มีการฉีดยาเฉพาะที่โดยไม่ได้ใช้เครื่อง ultrasound  ดังนั้นเครื่องเสียงความถี่สูงหรือ ultrasound จึงมีประโยชน์มากในการรักษาอาการต่างๆในโรคกระดูกและข้อ ทั้งในการวินิจฉัยและการระบุตำแหน่งของรอยโรค ซึ่งอาการของกระดูกและข้อต่างๆเหล่านี้สามารถให้การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องได้แก่ 

 

1. อาการปวดไหล่ ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/shoulder-km/166-shoulderdisease-correct-diag.html) ซึ่งมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด ยกไหล่แล้วมีอาการเจ็บ ไหล่ติด บางครั้งอาการปวดมากจนขยับไม่ได้ หรือนอนทับไหล่ข้างนั้นก็จะมีอาการปวด ซึ่งเราสามารถนำเครื่องเสียงความถี่สูงหรือ ultrasound มาช่วยในการวินิจฉัยภาวะของส้นเอ็นที่มีการฉีกขาด เอ็นอักเสบ มีการบวมน้ำ หรือภาวะที่มีแคลเซียมในเส้นเอ็นและทำให้เกิดการอักเสบ ไม่ต้องรอดูอาการ โดยการลองทานยา ไปนวด ทำกายภาพบำบัดแล้วมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถวินิจฉัยภาวะของอาการปวดไหล่ไปแล้ว การฉีดยาเพื่อลดอาการปวด อาการอักเสบก็สามารถระบุตำแหน่งที่จะฉีดยาได้อย่างแม่นยำ ไม่ได้ฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็น ซึ่งจะมีผลทำให้เส้นเอ็นมีการฉีกขาดเพิ่มมากขึ้น 

 

2. อาการปวดเข่า ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/knee-km/123-knee-asking.html)  สามารถใช้เครื่องเสียงความถี่สูงในการดูเรื่องของการมีน้ำในข้อเข่า เนื่องจากมีการอักเสบ การดูกระดูกงอกบริเวณรอบๆข้อเข่า การประเมินถุงน้ำบริเวณด้านหลังเข่า ซึ่งหลังจากวินิจฉัยได้แล้วก็สามารถใช้เครื่อง ultrasound เป็นตัวบ่งบอกตำแหน่งในการดูดน้ำที่เกิดจากการอักเสบ และฉีดยาเข้าไปในข้อเข่าได้อย่างแม่นยำ 

3. อาการปวดหลัง ( http://www.taninnit.com/mor-keng-knowledge/mor-keng_gen-km/90-backachec-not-surgery.html) ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลัง หรือร่วมกับมีอาการปวดร้าวลงบริเวณก้น ปวดร้าวลงขา ร่วมกับมีอาการชา ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือมีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังไปกดทับเส้นประสาท จึงทำให้ผู้ป้วยมีอาการดังกล่าว ดังนั้นการฉีดยาเข้าโพรงประสาทด้วยการใช้เครื่องultrasound เป็นตัวบ่งบอกในการฉีดยาจะทำให้สามารถฉีดได้ถูกตำแหน่ง ช่วยลดอาการปวดลงเป็นอย่างมาก ร่วมกับการรับประทานยาและการปรับพฤติกรรม ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/back-neck-km/113-backpain-change.html ) 

 

4. อาการปวดต้นคอ ( http://www.taninnit.com/mor-keng-knowledge/mor-keng_gen-km/neck-km/114-neckpain-disk.html ) สาเหตุก็คล้ายกับอาการปวดหลัง ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือมีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอ ปวดร้าวลงสะบัก ร้าวลงแขน ร่วมกับมีอาการชาที่แขนและมือร่วมด้วย อาการปวดส่วนหนึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และมีการอักเสบของเส้นประสาท เราสามารถใช้เครื่อง ultrasound ระบุตำแหน่งของแส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อในบริเวณที่มีอาการปวด และฉีดยาไปในตำแหน่งนั้น เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว บรรเทาอาการปวดได้เป็นอย่งมาก ร่วมกับการรักษาด้วยการรับประทานยา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/general-km/176-bone-disease-suggest.html )

 

 

5. อาการปวดบริเวณส้นเท้า ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/general-km/87-foot-fascia.html )  สาเหตุหลักคือมีการอักเสบของพังผืดฝ่าเท้า ชั้นไขมันบริเวณส้นเท้าบางลง และมีการหดตัวของเส้นเอ็นร้อยหวายที่บริเวณส้นเท้า ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากเวลาเดิน หรือยืนนานๆ หรือตื่นนอนตอนเช้าเมื่อก้าวลงจากเตียงจะมีอาการเจ็บปวดมากบริเวณส้นเท้า ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ น้ำหนักตัวที่มาก การยืนนานๆ การเดินหรือวิ่งมากๆ พบได้บ่อยเช่น นักกอล์ฟ พ่อค้าแม่ค้าที่ยืนขายของเป็นระยะเวลานาน การรักษาอย่างหนึ่งได้แก่การฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปยังตำแหน่งบริเวณที่มีการอักเสบ ซึ่งเราสามารถระบุตำแหน่งที่ถูกต้องด้วยการใช้เครื่องเสียงความถี่สูงหรือ ultrasound มาใช้ประโยชน์ 

 

 


_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก) 

การปฏิบัติตนเพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีและหลีกเลี่ยงการเกิดโรค

         ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวเพิ่มมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญหาเรื่องโรคกระดูกและข้อทำให้เกิดอาการปวดตามข้อและกระดูก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเนื่องจากการเสื่อมของร่างกายเช่น ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเข่า และกระดูกพรุน ดังนั้นการป้องกันในเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆจะช่วยลดปัญหาเรื่องของกระดูกและข้อ ป้องกันอาการปวดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น

1.                     น้ำหนักของร่างกายควรอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่อ้วนมากเกินไป ถ้าน้ำหนักมากเกินไปก็ควรจะลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของน้ำหนักร่างกาย เนื่องจากน้ำหนักที่มากจะทำให้ท่านมีความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม โรคปวดหลัง นอกจากนั้นน้ำหนักร่างกายที่มากยังทำให้ท่านมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน เก๊าท์ ไขมันในเลือดสูง ซึ่งความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆมากมาย ดังนั้นการลดน้ำหนักที่สำคัญได้แก่

a.        การหลีกเลี่ยง 3 ขาว ได้แก่

                                                    i.      อาหารประเภทแป้งเช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง  ให้ทานผักมากๆ และเนื้อปลา

                                                   ii.      น้ำตาล  หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่หวาน ใส่น้ำตาลมาก

                                                  iii.      เกลือ  หลีกเลี่ยงการทานอาหารเค็ม เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ร่างกายมีการสะสมมากขึ้น เกิดอาการบวม ทำให้ไตทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น

b.        การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 15-30 นาที  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอดีกว่าการโหมออกกำลังกายหนักเพียงวันหรือสองวัน ถามว่าการออกกำลังอะไรบ้างที่ดีที่เหมาะสม

                                                    i.      ว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ เหมาะสมกับคนไข้ที่มีอาการปวดหลัง

                                                   ii.      การใช้เครื่องช่วยออกกำลังกายเช่น elliptical exercise (รูปที่ 1)

                                                  iii.      การเดินเพื่อออกกำลังกาย

 

2.                    พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

a.        การนั่งกับพื้น การนั่งยองๆ การนั่งคุกเข่า การนั่งขัดสมาธิ การนั่งพับเพียบ เนื่องจากการนั่งกับพื้นนานๆ จะทำให้น้ำหนักกดลงบริเวณกระดูกสันหลังบริเวณเอวส่วนล่างมาก จะทำให้มีอาการปวดมากขึ้น และการงอเข่ามากๆก็จะเพิ่มความดันภายในข้อเข่า ทำให้กระดูกสะบ้าเกิดการเสียดสีกับกระดูกบริเวณข้อเข่า เกิดข้อเข่าเสื่อมและทำให้มีอาการปวดเข่าได้

b.        การยกของหนัก หรือก้มยกของ

c.         การแหงนศรีษะเป็นเวลานาน หรือท่านอนนระผมแล้วมีการแหงนศรีษะมาก

3.                    ในผู้สูงอายุยิ่งควรระมัดระวัง

a.        การลื่นหกล้ม แก้ไขโดย

                                                    i.      การเปิดไฟภายในบ้านให้สว่างเพียงพอ

                                                   ii.      วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อป้องกันการสะดุดล้ม

                                                  iii.      การติดราวจับไว้ภายในห้องน้ำ เพื่อให้จับเวลาเดินในห้องน้ำ

                                                 iv.      อย่าใช้ผ้ารองพื้นที่ลื่น

                                                  v.      อย่าเลี้ยงสัตว์ไว้ภายในบ้าน เพราะอาจวิ่งชนทำให้หกล้มได้ง่าย

 

การหลีกเลี่ยงอาการปวดเนื่องจากพฤติกรรม

1.         อาการปวดคอ (คลิกเพื่อศึกษาเรื่องปวดคอ)

a.        หลีกเลี่ยงการแหงนศีรษะ เนื่องจากการแหงนศีรษะจะทำให้กระดูกสันหลังข้อต่อบริเวณคอมีการรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น และถ้าในกรณีที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ก็จะทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดต้นคอเพิ่มขึ้น ท่าที่มักทำให้เกิดอาการปวดเช่น แหงนศีรษะดูต้นไม้ นก หรือนอนสระผมตามร้านที่ต้องนอนแหงนศีรษะนานๆ

2.        อาการปวดไหล่ (คลิกเพื่อศึกษาเรื่องปวดไหล่)

a.        เมื่อท่านมีอาการปวดไหล่ ก่อนที่จะไปนวด ไปทำกายภาพบำบัด ควรได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อน เพราะสาเหตุของอาการปวดไหล่ส่วนใหญ่มักเกิดจากเส้นเอ็นอักเสบ หรือมีการฉีกขาดของเส้นเอ็น เพราะฉะนั้นเมื่อท่านมีอาการปวดไหล่แล้วไปนวดบริเวณไหล่ ก็จะทำให้มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น

b.        นอกจากนั้นท่าที่ต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีอาการปวดไหล่ได้แก่ การแกว่งไหล่ขึ้นเหนือศีรษะ เนื่องจากว่า อาการปวดไหล่ในส่วนใหญ่มักจะเกิดจากมีการเสื่อมของกระดูกข้อต่อบริเวณข้อไหล่ และกระดูกที่บริเวณข้อไหล่มีการโค้งตัวลงมามาก อาจมีกระดูกงอกออกมาเนื่องจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ร่วมกับการเสื่อมของเส้นเอนอึ็นอาจจะมีการบวม ทำให้เมื่ออายุมากขึ้นมักจะมีอาการปวดไหล่ และอาจจะมีการฉีกกขาดของเส้นเอ็นได้ ดังนั้นจึง

c.         หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยการแกว่งไหล่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดไหล่อยู่แล้ว

d.        หลีกเลี่ยงการเอื้อมหยิบของและต้องหมุนไหล่มากๆเช่น ในรถ ถ้าท่านนั่งเบาะด้านหน้า อย่าพยายามเอื้อมไปหยิบของด้านหลังรถ เพราะจะทำให้เกิดการบิดหมุนไหล่มากและจะทำให้เกิดอาการปวดไหล่ขึ้นมาได้ เนื่องจากเส้นเอ็นจะไปเสียดสีกับกระดูกที่บริเวณไหล่ทำให้มีอาการปวด

3.        อาการปวดหลัง (คลิกเพื่อศึกษาเรื่องปวดหลัง)

a.        หลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้นราบ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ  การนอนคว่ำเพราะการกระทำในท่าต่างๆเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักของร่างกายถ่ายไปยังข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวมาก อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ และมีอาการปวดหลังได้

b.        หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก เพราะถ้าก้มยกของหนักจะเพิ่มโอกาสในการเกิดหมอนรองกระดูกฉีกขาด และเคลื่อนกดทับเส้นประสาทได้

c.         ในกรณีที่มีอาการปวดหลังอยู่แล้ว และไปนวดเพื่อแก้อาการปวดหลัง ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เนื่องจากการนอนคว่ำจะทำให้น้ำหนักของร่างกายถ่ายไปยังกระดูกข้อต่อสันหลัง รวมทั้งในกรณีที่มีหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทอยู่แล้ว ก็จะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น

d.        เวลาไอหรือจามอย่าก้มตัวมาก เพราะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้ เพราะเวลาไอหรือจามจะมีการเพิ่มความดันภายในช่องท้องมาก และในท่าก้มก็เป็นท่าที่มีความเสี่ยงของการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลัง

e.        การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานควรจะเลือกจักรยานที่มีเบาะขนาดใหญ่ และตัวไม่ก้มมากเกินไป เพราะถ้าใช้เบาะเล็กแล้วจะทำให้เกิดการกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียสมรรถภาพทางเพศได้

 

4.        อาการปวดเข่า (คลิกเพื่อศึกษาเรื่องปวดข้อเข่า เข่าเสื่อม)

a.        ลดน้ำหนักร่างกายในกรณีที่ท่านมีน้ำหนักมากกว่าปกติ

b.        หลีกเลี่ยงการงอเข่ามากๆ เช่น การนั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ

c.         ถ้ามีอาการปวดเข่ามากให้ใช้ไม้เท้าเพื่อพยุงในการเดิน โดยถือไม้เท้าด้านตรงข้ามกับเข่าข้างที่มีอาการ เพื่อจะช่วยในการกระจายน้ำหนักเวลาเดิน

 

โรคกระดูกพรุน (คลิกที่นี่เพื่อศึกษา)

การรับประทานแคลเซียม (คลิกที่เพื่อศึกษา)

 

เครื่องออกกำลังกายวงรี

 

หลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้น




 

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

ปวดก้นกบ

         อาการปวดก้นกบ หรือบริเวณกระดูกสันหลังส่วนปลายสุดนั้นพบได้ไม่บ่อย แต่มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด เกิดความทุกข์ทรมานและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็มีบางครั้งเกิดขึ้นเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุจากการลื่นหกล้มเอาก้นกระแทกพื้นทำให้เกิดกระดูกหักซึ่งเป็นสาเหตุบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดอาการปวดก้นกบ ข้อเคลื่อนหลุด การกระแทกโดยตรงที่บริเวณก้นกบจากการเล่นกีฬา การนั่งเป็นระยะเวลานานๆ  ผู้ป่วยบางรายอาการปวดก้นกบอาจเกิดจากก้อนเนื้องอกที่เกิดในบริเวณของตำแหน่งนี้ บางครั้งอาการปวดก้นกบเกิดขึ้นหลังจากการใช้กล้องส่องตรวจลำไส้ผ่านทางบริเวณทวารหนัก หรือเกิดภายหลังจากการคลอดลูก ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งของอาการปวดก้นกบเกิดเนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเกิดกระบวนการเสื่อมของกระดูกข้อต่อของกระดูกสันหลังส่วนปลาย อาการปวดก้นกบอาจจะมีอาการปวดตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งมีอาการปวดรุนแรงมากที่บริเวณก้นกบมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย อาการปวดก้นกบนี้สามารถพบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่เพศหญิงจะเป็นมากกว่าเพศชายเนื่องจากกระดูกอุ้งเชิงกรานของเพศหญิงกว้างกว่า และกระดูกก้นกบของเพศหญิงจะนูนมากกว่า 

กระดูกก้นกบ(coccyx) เป็นกระดูกส่วนปลายสุดของกระดูกสันหลังเหมือนกับกระดูกส่วนหาง กระดูกก้นกบประกอบด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆเรียงตัวต่อกันประมาณ 3 – 5 ชิ้น เรียงตัวกันในรูปโค้ง มีกล้ามเนื้อมาเกาะ ซึ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการขับถ่ายของร่างกาย กระดูกก้นกบทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักในขณะที่นั่งตัวเอนไปด้านหลัง ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดก้นกบมักจะนั่งแล้วโน้มตัวมาด้านหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ตำแหน่งของกระดูกก้นกบ อาการปวดนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจจะหายไปได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดก้นกบเรื้อรังซึ่งมีอาการปวดนานมากกว่า 3 เดือน ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้เองจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีการหลายๆอย่าง ดังนั้นการวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการจะลดโอกาสการเกิดโรคเรื้อรัง และอาการปวดเรื้อรังลงได้

  

การประเมินอาการปวดของผู้ป่วยนั้นเพื่อหาตำแหน่งที่มีอาการปวด จะประเมินระดับความรุนแรงของอาการปวด ระยะเวลาที่เป็น และจุดที่เริ่มมีอาการ หาปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดก้นกบเช่น การเกิดอุบัติเหตุ การนั่งนานๆบนเก้าอี้ที่แข็งในท่าเอนหลัง ระบบการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะของผู้ป่วย ผู้หญิงบางคนจะมีอาการปวดก้นกบมากในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ ระยะเวลาในการนั่งของผู้ป่วยว่าสามารถนั่งได้นานเท่าไหร่ที่ยังไม่มีอาการ ร่วมกับการตรวจร่างกายกดคลำในบริเวณที่กดเจ็บ การตรวจบริเวณทวารหนักเพื่อประเมินว่ามีก้อนเนื้องอกหรือไม่ การตรวจเอกซเรย์ในบริเวณกระดูกก้นกบช่วยประเมินดูว่ามีกระดูกหัก หรือการเคลื่อนของกระดูกก้นกบ การส่งตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะมีประโยชน์ในการแยกโรคที่เกี่ยวกับมะเร็งในบริเวณกระดูกสันหลัง และมะเร็งในบริเวณอุ้งเชิงกราน การกดทับเส้นประสาทในบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว 

การแยกโรคที่มีโอกาสเป็นไปได้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดก้นกบได้แก่ โรคริดสีดวงทวาร โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ กลุ่มอาการโรคปวดเฉพาะที่แบบซับซ้อน โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งอาจจะมีการกดทับเส้นประสาทหรือไม่ก็ได้ 

 

แนวทางในการรักษาอาการปวดก้นกบนั้นประกอบด้วย 

1. การนั่ง : 

a. หลีกเลี่ยงการนั่งเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะท่านั่งเอนหลัง เพราะจะทำให้กระดูกตรงตำแหน่งที่เจ็บรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น

b. ควรนั่งโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกระแทกและน้ำหนักที่ลงบนกระดูกก้นกบ 

c. ควรใช้แผ่นรองนั่งเช่น ห่วงยาง หรือเบาะนุ่มๆรองนั่ง จะช่วยลดแรงกระแทกต่อเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูกบริเวณก้นกบ 

2. การรับประทานยาลดอาการปวด และยาลดอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) จะช่วยลดอาการปวด และลดการอักเสบที่บริเวณกระดูกก้นกบและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณรอบๆ 

3. การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆเพื่อให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น หลีกเลี่ยงท้องผูกเพราะจะทำให้ผุ้ป่วยเบ่งมากเวลาขับถ่าย ซึ่งจะกระตุ้นทำให้มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น  

4. การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ในตำแหน่งที่มีอาการเจ็บปวด หรือร่วมกับการฉีดยาบล๊อกเส้นประสาทที่บริเวณกระดูกก้นกบ จะช่วยลดอาการปวด และอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี รวมทั้งลดการนำกระแสประสาทจากตำแหน่งที่มีอาการปวด

5. การผ่าตัดเอากระดูกก้นกบเพื่อรักษาอาการปวดนั้นมักไม่ค่อยจำเป็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะตอบสนองได้ดีด้วยการรักษาตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น 

อาการปวดบริเวณก้นกบเนื่องจากอุบัติเหตุล้มก้นกระแทกพื้นนั้นมักจะใช้ระยะเวลานานหลายสัปดาห์กว่าจะหาย ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสมด้วยวิธีที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

วิดีโอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

 

ท่านสามารถรับชมการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ตรงที่รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ที่
http://www.taninnit.com/mor-keng-knowledge/patient-experience/knee-prosthesi.html

โรคข้อเข่าเสื่อม ผ่าตัดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/knee-km/124-knee-surgery.html 

เข่าโก่ง ขาฉิ่ง ผ่าตัดรักษาได้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/knee-km/122-knee-hog-therapy.html

สารพันคำถามเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพื่อการรักษาข้อเข่าเสื่อม
http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/knee-km/105-ask-for-joint-disease.html

_________________________________________________
เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ
เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ
line id search @doctorkeng
กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng
หรือที่ QR code
แล้วกด add นะครับ อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่
1. www.taninnit.com
2. http://taninnit.blogspot.com
3. https://www.facebook.com/backpainnonop
email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
โทร 081-5303666
หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

วิดีโอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

อ้วนมากระวัง เก๊าท์ 

โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบที่พบบ่อยโดยเฉพาะในผู้ชายที่อายุมากกว่า40 ปี อาการที่เป็นส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวด บวมที่บริเวณเท้าโดยเฉพาะที่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า ผู้หญิงก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคเก๊าท์ได้ในช่วงที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น อุบัติการณ์การเกิดโรคเก๊าท์พบสูงเพิ่มขึ้นในคนทั่วไปซึ่งมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องหลายประการ 

1.การเพิ่มขึ้นของระดับกรดยูริกในเลือดมักจะมีความสัมพันธ์กับโรคที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่เรียกว่า metabolic syndrome และเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องการรับประทานอาหารโดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูงและพบในคนอ้วน  

2. การใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

3. การรับประทานผลไม้เครื่องดื่มที่หวานมากๆซึ่งจะมีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก  ปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์เพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากความอ้วนและการบริโภคของเรานั่นเอง  ดังนั้นเราเองจึงควรต้องระมัดระวังเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่จะทำให้เกิดโรคเก๊าท์เช่น การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงเช่น หน่อไม้ สัตว์ปีก ยอดผักต่างๆ  การดื่มแอลกอฮอล์ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต 

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์เฉียบพลันมักจะมีอาการปวดบวม แดงร้อน ในตำแหน่งที่เป็น อาการมักจะเป็นอย่างรวดเร็ว อาการจะปวดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากโดยเฉพาะที่บริเวณเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมากเนื่องจากทำให้มีอาการปวดตามข้อ เคลื่อนไหวลำบาก นอกจากนี้ในระยะยาวโรคเก๊าท์ที่เป็นตามข้อต่างๆจะทำลายกระดูกอ่อนของผิวข้อทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมตามมา การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย ประวัติของการที่เคยมีอาการปวด บวมแดงร้อนของข้อ โดยเฉพาะที่ตำแหน่งของนิ้วหัวแม่เท้า การมีอยู่ของก้อนโทไฟที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่ออ่อนหรือที่เรียกว่าก้อนTophi  การตรวจระดับของกรดยูริกในกระแสเลือดก็จะมีส่วนสำคัญในการวินิจฉัย อย่างไรก็ตามในบางครั้งระดับยูริกในกระแสเลือดของผู้ป่วยที่สูงก็อาจจะไม่ทำให้เกิดอาการปวดบวมแดงร้อนที่บริเวณของข้อได้ ดังนั้นการตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ได้ ผู้ป่วยต้องมีอาการอักเสบของข้อร่วมกับการตรวจระดับยูริกจึงจะช่วยในการวินิจฉัยโรค การถ่ายภาพเอกซเรย์ไม่ได้มีส่วนในการวินิจฉัยโรคเก๊าท์ในระยะเริ่มแรก แต่สามารถช่วยแยกโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการเสื่อมของข้อได้  ตัวผู้ป่วยเองเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ก็จำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดระดับยูริกในกระแสเลือดสูงเช่น เป็นโรคที่มีการเผาผลาญพลังงานผิดปกติหรือไม่ ซึ่งมักจะพบว่าผู้ป่วยมีโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวานและโรคอ้วนร่วมอยู่ด้วย ต้องตรวจเลือดและสืบค้นว่าผู้ป่วยมีปัญหาโรคไตเรื้อรัง การใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์และอายุน้อยกว่า25 ปี มักจะมีประวัติของครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์เมื่ออายุยังน้อย รวมทั้งประวัติเป็นโรคนิ่วที่ไต

การรักษาโรคเก๊าท์แบ่งออกได้เป็น 2 ระยะคือ

ระยะที่เกิดข้ออักเสบเฉียบพลันที่ทำให้ผู้ป่วยมีข้ออักเสบ ปวดบวมแดงร้อนของข้อ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ร่วมกับการให้ยา colchicine เพื่อลดอาการอักเสบของข้อและลดอาการปวด หรือในบางครั้งการใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบเฉียบพลันก็จะมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยถ้าผู้ป่วยไม่เป็นโรคเบาหวานและมีการติดเชื้อ การใช้ยาลดการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่เรียกว่า  NSAIDs จะมีข้อห้ามใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง  การใช้ยา colchicine ในการรักษาโรคเก๊าท์เฉียบพลันอาจจะมีผลทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ นอกจากการใช้ยาเพื่อลดอาการอักเสบ ปวดบวมของข้อแล้ว ผู้ป่วยต้องลดน้ำหนักและปรับพฤติกรรมการรับประทาน โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารเพียวรีนซึ่งกระตุ้นทำให้เกิดระดับของกรดยูริกสูงในกระแสเลือก และเกิดโรคเก๊าท์เช่น สัตว์ปีก การรับประทานของหวาน และการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ 

ในระยะต่อมาผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาเพื่อลดระดับยูริกในกระแสเลือด เพื่อลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเก๊าท์แบบเฉียบพลัน การเกิดก้อนโทไฟ การให้ยาเพื่อลดระดับยูริกในกระแสเลือดจะให้เมื่ออาการกำเริบของโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่มีอาการปวด บวม แดงร้อน หายไปแล้ว ยาที่นิยมใช้ในการรักษาคือยาอัลโลพูลินิล Allopurinol ซึ่งมักจะเริ่มให้ในปริมาณ 100 มิลลิกรัมก่อน และจะปรับปริมาณยาเพิ่มสูงมากขึ้นทุก 2 – 4 สัปดาห์ ซึ่งอาจปรับยาได้จนถึงระดับ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับการใช้ยาโคชิซินร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคข้ออักเสบแบบเฉียบพลัน ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการแพ้ยาอัลโลพูรินอลได้ แต่พบในปริมาณที่ไม่มาก ถ้ามีอาการผื่น ไข้ จำเป็นต้องหยุดรับประทานยาทันที 

ในผู้ป่วยที่มีก้อนโทไฟอันเนื่องมาจากการตกผลึกของกรดยูริกที่บริเวณเนื้อเยื่ออ่อนซึ่งอาจจะพบตามผิวหนังในบริเวณต่างๆก็จะค่อยยุบตัวลง แต่อาจจะใช้ระยะเวลานาน ในกรณีที่ก้อนโทไฟมีการติดเชื้อ หรือก้อนมีขนาดใหญ่ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนออก 

เป้าประสงค์สำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคเก๊าท์คือการลดระดับปริมาณยูริกในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับที่ต่ำ ป้องกันการเกิดการอักเสบของข้อแบบเฉียบพลัน และป้องกันระบบอวัยวะภายในอื่นที่จะสูญเสียอันเนื่องมาจากระดับกรดยูริกที่สูง เพราะระดับกรดยูริกที่สูงจะมีผลให่เกิดการอักเสบมีผลทำลายเยื่อบุต่างๆของอวัยวะภายในร่างกายทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมาเช่น ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย การทำงานของไตผิดปกติ การเกิดนิ่วในไต และอาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้ในที่สุด 

โรคเก๊าท์เป็นโรคที่พบได้บ่อย และเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน มีผลต่อร่างกายทั้งระยะสั้นคือการอักเสบของข้อบริเวณต่างๆโดยเฉพาะที่บริเวณเท้า หัวแม่เท้า ข้อเข่า นอกจากนั้นในระยะยาวยังมีผลทำให้เกิดภาวการณ์อักเสบเรื้อรังของร่างกายมีผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิตเกิดภาวะความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งการเกิดโรคไตวายได้ในระยะสุดท้ายของโรค การให้การวินิจฉัย การรักษาที่ถูกต้องมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ไม่ทนทุกข์ทรมานจากการเกิดข้ออักเสบ ดังนั้นในผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อรักษาอาการปวด บวมข้ออักเสบในระยะแรกแล้วมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับการรักาต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณกรดยูริกในกระแสเลือด และหมั่นตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ 

 

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

โรคเก๊าท์

 

โรคเก๊าท์คืออะไร

        โรคเก๊าท์นี้เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการอักเสบของร่างกายตอบสนองต่อผลึกของสาร urate monohydrate ซึ่งพบในผู้ป่วยที่มีปริมาณของกรดยูริกสูง ซึ่งภาวะสารยูริกสูงนี้อาจเกิดเนื่องมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยก็ได้ ส่วนใหญ่โรคนี้มักเป็นกับผู้ชายวัยกลางคน โดยมีการอักเสบตามข้อต่างๆของร่างกาย ถ้าเป็นโรคนี้เป็นระยะเวลานานจะทำให้สารยูริกตกผลึกคล้ายผงชอล์กสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย เช่นที่บริเวณหัวนิ้วเท้า ข้อเข่า ข้อศอก หรือถ้าเป็นรุนแรงมากจะเกิดการตกตะกอนเกิดเป็นนิ่วที่ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายในระยะท่ายของโรคถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

 

โรคนี้พบบ่อยแค่ไหน

        โรคเก๊าท์เป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้ชายมักจะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิงประมาณ 5 เท่า อายุส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเก๊าท์ในเพศชายประมาณ 40 – 50 ปี ในเพศหญิงมักจะมากกว่า 60 ปี

 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการอย่างไร

        ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดและบวม ตามข้อต่างๆ แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดได้แก่ อาการปวดและบวมที่บริเวณข้อต่อของนิ้วหัวแม่เท้า

 

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วย

        ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ส่วนใหญ่มักจะอ้วน ซึ่งความอ้วนนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคผิดปกติของหลอดเลือดของหัวใจ ดังนั้นจึงควรรับการตรวจวัความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ตรวจวัดระดับไขมันในกระแสเลือด และควรงดการสูบบุหรี่

 

การรักษา

        ส่วนใหญ่ในระยะแรกของโรคที่มีข้ออักเสบแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาลดการอักเสบ หลังจากที่ข้ออักเสบทุเลาลงแล้วประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีปริมาณของกรดยูริกในร่างกายสูง แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร โดยลดการรับประทานอาหารที่มีสาร purine ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เกิดกรดยูริก เช่น หน่อไม้ สัตว์ปีก และยอดผักก่างๆ และละเว้นการดื่มสุราและเบียร์ ถ้าควบคุมอาหารแล้วไม่ได้ผล ปริมาณญุริกยังไม่ลอก็อาจจำเป็นต้องรับประทานยาลดกรดยูริก

 

ถ้าไม่รักษาจะเป็นอย่างไร

        ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคเก๊าท์เป็นระยะเวลานาน อาจทำให้กรดยูริกมีการตกตะกอนตามข้อต่างๆ และจะมีการตกตะกอนที่ไตทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนิ่วที่ไต และในที่สุดจะเกิดภาวะไตวายตามมา และเป็นๆหายๆผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ

 

 

 

 

 

 

_________________________________________________

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)